loader image

The Death of “Casual”: เมื่อความจริงใจในโซเชียลถูกกลืนกินด้วยทุนนิยม

เคยรู้สึกไหม? อยากให้โซเชียลมีเดียกลับไป “Casual” เหมือนยุคแรกๆ

ยุคที่เราเปิดแอปมาก็เจอแต่รูปเบลอๆ ของเพื่อน โพสต์บ่นขิงข่าของคนรู้จัก แทนที่จะเป็น Influencer หน้าเป๊ะ หรือใครก็ไม่รู้ที่อัลกอริทึมยัดเยียดมาให้เพราะมัน “คิดว่า” เราคงอยากดู… ซึ่งเอาจริงๆ คือ ไม่ได้อยากดูไง

จุดเปลี่ยนมันเริ่มหลังจากที่ทุกการกระทำบนโลกดิจิทัลถูกเปลี่ยนให้เป็นเงิน (Monetize) ได้ ความเป็นกันเอง ความจริงใจ และความสนุกแบบดิบๆ มันก็ค่อยๆ หายไป กลายเป็นว่าทุกวันนี้เราเจอแต่ “คอนเทนต์ขยะ” ที่ถูกผลิตออกมาเป็นโรงงานเพื่อปั๊มเงินและสร้างชื่อเสียง

มันคือวัฏจักรของทุนนิยมดิจิทัลที่น่ากลัว: Engagement ถูกแปลงเป็น Social Currency เพื่อนำไปแลกเป็น Fame และจบที่ เงินสด

หลายคนกระโจนลงมาในสนามนี้ ตะโกนใส่หน้าเราผ่านหน้าจอว่า “มองฉันสิ เชื่อฉันสิ ทำตามฉันสิ” เรากำลังปล่อยให้คนแปลกหน้า ที่ตั้งตนเป็นกูรู (ซึ่งรู้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้) มาชี้ทางเดินชีวิตให้เราอยู่หรือเปล่า? คำถามคือ… แล้วเราจะหาความจริงใจได้จากที่ไหนบ้าง?

รายการอย่าง The Social Warrior คือหลักฐานความเน่าเฟะของวงการนี้ วิดีโอที่พยายามวาง Position ให้ดู Effortless ดูเหมือนง่าย แต่เบื้องหลังคือการเซ็ตฉากและวางแผนอย่างหนักเพื่อแค่ “ดึงความสนใจ” (Hook) ให้คุณเชื่อและซื้อของที่แทบไม่ได้จำเป็นต่อชีวิต สุดท้ายคนเสพคอนเทนต์อย่างเรา ก็เป็นแค่ “ตัวเลข” ในรีพอร์ตของเหล่า Creator เท่านั้น

ความเป็นจริงเบื้องหลังความ Effortless (Performative Authenticity)

Fact: สิ่งที่คุณพูดถึงรายการเรียลลิตี้ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ตรงกับทฤษฎี “Performative Authenticity” คือการ “แสดงความจริงใจ”

สถานการณ์จริง: กรณีรายการ The Social Warrior (และรายการแนวค้นหาไอดอล/ครีเอเตอร์อื่นๆ) มักถูกวิจารณ์เรื่องการตัดต่อเพื่อสร้างดราม่า (Scripted Reality) หรือการสร้างสถานการณ์ให้ดูรุนแรงเพื่อเรียกยอด Engagement เพราะในเชิงอัลกอริทึม “ความโกรธ” (Outrage) สร้าง Engagement ได้ดีกว่า “ความสุข”

ในฐานะที่ผมเองก็ทำงานสายสื่อและกราฟิกดีไซน์ ผมเข้าใจกลไกพวกนี้ดี แต่ผมกลับเชื่อในทางตรงกันข้าม ผมอยากและชอบที่จะทำการตลาดแบบ “จริงใจ” สร้างสรรค์ และตรงไปตรงมา มากกว่าการใช้ทริคฉาบฉวยโจ้งครึ่ม เพราะผมเชื่อว่าความจริงใจนี่แหละ ที่จะพาแบรนด์ไปได้ไกลกว่าและยั่งยืนกว่า

การพาตัวเองออกมา Unplug จากโซเชียลมีเดียช่วยให้เรามองเห็นภาพกว้างขึ้นจริงๆ นะ มันทำให้เราได้ยินเสียงความคิดของตัวเองชัดขึ้น โดยไม่ต้องถูกครอบงำด้วย Agenda หรือบทความใครในอินเทอร์เน็ตที่ชอบแบ่งแยกคนเป็น ขาว-ดำ หรือ ซ้าย-ขวา

ทั้งที่ความเป็นมนุษย์จริงๆ ความคิดและความชอบมันมีมิติมากกว่านั้น (Complex) เช่น การที่เราไม่ชอบพรรคการเมือง A ไม่ได้แปลว่าเราต้องเห็นด้วยกับพรรค B เสมอไป

อย่าลืมว่า Feed ในโซเชียลมีเดีย มันถูกออกแบบมาเพื่อป้อนแต่สิ่งที่คุณชอบ (Echo Chamber) จนคุณหลงคิดว่าโลกทั้งใบเชื่อแบบนั้น และสิ่งนี้คือความถูกต้องที่สุด แต่อย่าลืมให้เกียรติคนที่คิดต่างจากเราด้วย เพราะโลกความจริงมันกว้างกว่าหน้าจอมือถือเยอะ

Filter Bubble และ Echo Chamber (โลกแบ่งขั้ว)

Fact: แนวคิดเรื่อง Filter Bubble (เสนอโดย Eli Pariser) อธิบายว่าอัลกอริทึมจะกรองสิ่งที่เราไม่ชอบออกไป จนเราไม่เห็นความเห็นต่าง

ตัวอย่างจริง: การเมืองสหรัฐฯ หรือแม้แต่ในไทย ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ถ้าเอาโทรศัพท์ของคนสองฝั่งการเมืองมาเปิดดู Feed จะพบว่าเป็น “คนละโลก” กันอย่างสิ้นเชิง (Parallel Realities) ฝั่งหนึ่งเห็นข้อมูลชุด A อีกฝั่งเห็นข้อมูลชุด B ทำให้การคุยกันด้วยเหตุผลทำได้ยาก เพราะชุดข้อมูลตั้งต้นไม่เหมือนกัน

zasito.com
Creative Design & Visual Media by Sathit Prasomsup

For inquiries or collaborations, visit zasito.com/contact

You’re receiving this email because you subscribed to updates from zasito.com.
© 2025 Zasito Studio. All rights reserved.